Support
xeonchemicalasia
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest

Post : 02/04/2018 09:25     Forum: NEWS & UPDATE  >  คนไข้ 3 หมื่นคน แห่ต่อคิวรับยา ‘หมอแสง’ หวังช่วยแก้โรคมะเร็ง

คนไข้ 3 หมื่นคน แห่ต่อคิวรับยา ‘หมอแสง’ หวังช่วยแก้โรคมะเร็ง

Home / ข่าวทั่วไป / คนไข้ 3 หมื่นคน แห่ต่อคิวรับยา ‘หมอแสง’ หวังช่วยแก้โรคมะเร็ง

 ฌ เฌอ    5,562

แชร์102

102

คนไข้ 30,000 คน ต่อคิวรับยา “หมอแสง” ยาวเหยียด หวังช่วยแก้ป่วยโรคมะเร็ง

ความคืบหน้า กรณีที่มีผู้ป่วยโรคมะเร็งจากทั่วสารทิศจำนวนหนาแน่นมากกว่า 30,000 คน มาเข้าคิวรอรับสมุนไพรฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ที่หน้าบ้านของนายแสงชัย หรือ หมอแสง แหเลิศตระกูล ตรงข้ามที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลบางเดชะ (อบต.) อ.เมืองปราจีนบุรี จนถนนสายปราจีนบุรี-บ้านสร้างตั้งแต่หน้าปากทางเข้าบ้านนายแสงชัยถึงหน้าบ้านระยะทางกว่า 2 กม. รถยนต์ไม่สามารถวิ่งเข้า-ออกได้ โดยผู้ป่วยมารอรับสมุนไพรตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 61- 1 เม.ย. 61 ตลอดทั้งคืน ตามรายละเอียดที่นำเสนอก่อนหน้านั้น

ช่วงสายวันนี้ หมอแสง ได้ทำการตรวจสอบประวัติ-แจกจ่ายสมุนไพรให้กับผู้ป่วย เพื่อให้ได้รับสมุนไพรกลับไปรับประทานทุกคน คนละ 10 เม็ดใน 1 เดือน จากนั้นได้พากันไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี แจ้งความรอไว้ ในการรับสมุนไพรในเดือนต่อไป

ธุรกิจโฆษณา

ด้าน นางกาญจนา สมานศรี อายุ 52 ปี ชาว จ.กระบี่ กล่าวว่า ตนป่วยเป็นมะเร็งเต้านม มารับการรักษาเป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้าผ่านการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เมื่อมีข่าวหมอแสง รักษาด้วยสมุนไพรฟรีจากสื่อมวลชนจึงเดินทางมารักษาดังกล่าว

ขณะที่ นางสมคิด โกงพุก อายุ 61 ปี ชาว จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ตนป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ มารับสมุนไพรเป็นรอบที่ 2 แล้ว รับประทานครั้งแรกยังไม่เห็นผล จนในรอบที่ 2 พบว่ามีอาการดีขึ้น รับประทานอาหารได้ มีแรงขึ้น จึงเดินทางมารับสมุนไพร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่านอกจากสมุนไพรแจกฟรีของหมอแสงแล้ว ยังมีผู้นำอาหาร-ข้าวกล่อง-น้ำดื่มฟรี จำนวนมากมาแจก และวัดต่างๆ ตลอดถนนสายปราจีนบุรี-บ้านสร้าง 2 ฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรีกว่า 10 วัด ได้บริการที่พักฟรีให้กับผู้ป่วย-ญาติ ที่มารักษามะเร็งด้วย

guest

Post : 02/04/2018 08:58     Forum: NEWS & UPDATE  >  กรมอุตุฯ เตือนเหนือ กลาง มีฝนฟ้าคะนอง-กทม.มีฝน 60%

กรมอุตุฯ เตือนเหนือ กลาง มีฝนฟ้าคะนอง-กทม.มีฝน 60%

Home / ข่าวทั่วไป / กรมอุตุฯ เตือนเหนือ กลาง มีฝนฟ้าคะนอง-กทม.มีฝน 60%

 ธเนตร    2,789

แชร์

กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนภาคเหนือและภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง กรุงเทพฯ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในระยะนี้ โดยบริเวณภาคเหนือและภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคกลาง ระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงไว้ด้วย สำหรับภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง ในช่วงวันที่ 5-7 เมษายน 2561 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น

 

 

โดยจะเริ่มมีผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้ รับผลกระทบในวันถัดไป จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

guest

Post : 24/01/2018 09:31     Forum: NEWS & UPDATE  >  วินจยย. แฉชายเสื้อม่วง พ่อใหญ่คับสน. ไม่มีใครอยากมีเรื่อง

วินจยย. แฉชายเสื้อม่วง พ่อใหญ่คับสน. ไม่มีใครอยากมีเรื่อง

   เปิดอ่าน 34,659 ความคิดเห็น 23พิมพ์หน้านี้

6,816

ถูกแชร์ทั้งหมด

แชร์เรื่องนี้ ทวีตเรื่องนี้ 

วินจยย. แฉชายเสื้อม่วง พ่อใหญ่คับสน. ไม่มีใครอยากมีเรื่อง

วินจยย. แฉชายเสื้อม่วง พ่อใหญ่คับสน. ไม่มีใครอยากมีเรื่อง

Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

จากคลิปเหตุการณ์ ชายเสื้อม่วงวางมวยกับหนุ่มใส่สูทพลเมืองดีกลางถนน ล่าสุด พบประวัติไม่ธรรมดา

(23 ม.ค.) ทีมข่าวเวิร์คพอยท์ได้เดินทางไปยัง ซอยสุขุมวิท 81 หลังทราบว่า นายดนุพล (สงวนนามสกุล)  อายุ 33 ปี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งใส่เสื้อโปโลสีม่วง มีอาชีพขับขี่วินจักรยานยนต์รับจ้าง อยู่ที่บริเวณซอยดังกล่าว ซึ่งหลังเข้าไปพูดคุยกับแม่ค้าภายในซอย กลับไม่มีใครกล้าให้ข้อมูลถึงนายดนุพล 

ทีมข่าวได้มีความพยายามลองสอบถาม วินจยย.ที่ใกล้เคียง จนได้ทราบเบาะแสว่า นายดนุพล หรือ โบ๊ท ค่อนข้างเป็นผู้มีอิทธิพลกับ วินจักรยานยนต์รับจ้างภายในซอยนี้ 

เมื่อทีมข่าวสอบถามว่า นายดนุพลมีพฤติกรรมเช่นไร ก็ได้รับคำตอบแต่เพียงว่าให้ลองไปถาม ข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ท้องที่ดู วินจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ไม่อยากพูดอะไรเยอะ เนื่องจากกลัวว่าจะมีผลกระทบต่ออาชีพ จึงไม่ค่อยมีใครอยากยุ่งเกี่ยว

guest

Post : 24/01/2018 09:24     Forum: NEWS & UPDATE  >  เตือนสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งรัฐอลาสก้า

เตือนสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งรัฐอลาสก้า

   เปิดอ่าน 4,977 ความคิดเห็น 0พิมพ์หน้านี้

1,419

ถูกแชร์ทั้งหมด

แชร์เรื่องนี้ ทวีตเรื่องนี้ 

เตือนสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งรัฐอลาสก้า

เตือนสึนามิ หลังเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งรัฐอลาสก้า

S! News

สนับสนุนเนื้อหา

(23 ม.ค.) สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานข่าวด่วน แจ้งว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูด บริเวณนอกชายฝั่งทะเลอลาสก้า ทางการสหรัฐฯ แจ้ง 

หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐอลาสก้า เกิดขึ้นห่างจากเมืองโคเดียคของรัฐอะแลสกาไปประมาณ 300 กิโลเมตร

 

Advertisement

ส่งผลให้ศูนย์เตือนภัยสึนามิแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาแจ้งเตือนสึนามิในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ รวมถึงมลรัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐอลาสก้า และชายฝั่งรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา

 

ขอขอบคุณ

ภาพ : @BShieldsWFTV

guest

Post : 10/10/2017 10:49     Forum: NEWS & UPDATE  >  มายาคติ “คนไทยอ่านหนังสือน้อย” เปิดงานวิจัย 10 ปีย้อนหลัง ไม่พบข้อมูล “อ่านแค่ปีละ 8 บรรทัด”

มายาคติ “คนไทยอ่านหนังสือน้อย” เปิดงานวิจัย 10 ปีย้อนหลัง ไม่พบข้อมูล “อ่านแค่ปีละ 8 บรรทัด”

 

งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า เด็กเป็นช่วงวัยที่อ่านหนังสือมากที่สุด และคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 66 นาที/วัน ที่มาภาพ : http://www.dailynews.co.th/images/1141272?s=750x500
งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า เด็กเป็นช่วงวัยที่อ่านหนังสือมากที่สุด และคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 66 นาที/วัน ที่มาภาพ : http://www.dailynews.co.th/images/1141272?s=750×500

วาทกรรม “คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยแค่ปีละ 8 บรรทัด” หลอกหลอนผู้คนในแวดวงการศึกษาและอุตสาหกรรมหนังสือมานับสิบปี ทั้งที่ไม่เคยมีใครหาข้อมูลใดๆ มายืนยันประโยคดังกล่าวได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว แถมหากลองคิดดูด้วยสามัญสำนึกง่ายๆ เป็นไปได้หรือ ..ที่ตลอดทั้ง 365 วัน คนไทยทั่วๆ ไปจะอ่านหนังสือแค่ 8 บรรทัด ..หรือเฉลี่ย 45 วัน (เดือนครึ่ง) ต่อ 1 บรรทัด !

แต่ทั้งๆ ที่ ข้อมูลออกจะเหนือจริงขนาดนั้น กลับยังมีคนบางกลุ่มเชื่อ และหยิบไปผลิตซ้ำว่า “คนไทยอ่านหนังสือแค่ปีละ 8 บรรทัด” อยู่เรื่อยๆ

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าได้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (2550-2559) ว่ามีแหล่งข้อมูลใดยืนยันความเชื่อดังกล่าว แต่พบงานวิจัยที่ยืนยันว่า คนไทยไม่ได้อ่านหนังสือ “ปีละน้อยบรรทัด” แต่เป็น “วันละหลายนาที” ที่สำคัญยังมีแนวโน้มที่จะอ่าน “มากขึ้น” เรื่อยๆ

ล่าสุดผลวิจัยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2559 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปรากฎว่า คนไทยใช้เวลาในการอ่าน “เฉลี่ย 66 นาที/วัน”

โดยงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการอ่านของคนไทยที่น่าสนใจ มีจำนวนทั้งสิ้น 6 ชิ้น จัดทำโดย 3 องค์กร ประกอบด้วย

  1. สำนักงานสถิติแห่งชาติ (4 ชิ้น) ทำการวิจัยเรื่อง “การอ่านของประชากร” มาตั้งแต่ปี 2546 ตามนโยบายของรัฐบาลขณะนั้น ที่ประกาศให้ปีนั้นเป็น “ปีแห่งการอ่าน” โดยในรายงานข่าวชิ้นนี้จะเลือกเฉพาะของปี 2551, 2554, 2556 และที่ร่วมมือกับสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) จัดทำขึ้นในปี 2559
  1. TK park ที่จัดทำขึ้นในปี 2551 และที่ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติจัดทำขึ้นในปี 2559
  1. คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมมือกับศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จัดทำขึ้นเมื่อปี 2558 โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ข้อมูลที่ปรากฎผลการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนไทย สรุปได้ดังนี้

พฤติกรรมการอ่านของคนไทยในรอบ 10 ปี (2550-2559)

– งานวิจัย ปี 2551 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)

เป็นการทำงานวิจัยหัวข้อ “การอ่านของประชากร” ครั้งที่ 3 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ต่อจากครั้งแรก ในปี 2546 และครั้งที่สอง ในปี 2548) ซึ่งมีกำหนดทำการสำรวจ 2-3 ปี/ครั้ง

จากการเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2551 จาก 52,000 ครัวเรือนตัวอย่าง กระจายทั่วทุกภูมิภาค และทุกช่วงวัย ปรากฎว่า คนไทย 66.3% ระบุว่าอ่านหนังสือ อ่านมากที่สุดคือหนังสือพิมพ์ และใช้เวลาอ่านหนังสือ เฉลี่ย 39 นาที/วัน

(หมายเหตุ : การสำรวจครั้งนี้เพิ่มกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กเล็ก ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 6 ปีเข้าไปด้วย จากที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน)

– งานวิจัย ปี 2551 (TK Park)

TK Park ได้มอบหมายให้บริษัท เอคอร์น มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ รีเสริช์ คอนซัลแทนส์ จำกัด จัดทำงานวิจัยชิ้นนี้ขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้คนไทยได้อ่านหนังสือมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามภารกิจของ TK Park

จากการรวบรวมข้อมูล ระหว่างมิถุนายน  – กันยายน 2551 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งเด็กอายุ 7-24 ปี และผู้ปกครองที่มีลูกอายุ 0-6 ปี (งานวิจัยของ TK Park จะเน้นไปที่เด็กและเยาวชน) โดยใช้วิธีเก็บข้อมูลหลากหลาย ทั้งโฟกัสกรุ๊ป สัมภาษณ์ และเวิร์กช็อป รวมอย่างน้อย 1,600 ตัวอย่าง กระจายทั่วทุกภุมิภาค ปรากฎว่า คนไทยชอบอ่านหนังสือในช่วงสุดสัปดาห์ ชอบอ่านในห้องนอนของตัวเอง ประเภทหนังสือที่ชอบอ่าน หากเป็นเด็กและเยาวชนคือการ์ตูน ส่วนผู้ปกครองคือหนังสือพิมพ์ และใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 50 นาที/วัน

– งานวิจัย ปี 2554 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)

เป็นการทำงานวิจัยหัวข้อ “การอ่านของประชากร” ครั้งที่ 4 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

จากการรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2554 จาก 53,000 ครัวเรือนตัวอย่าง กระจายทั่วทุกภูมิภาค และทุกช่วงวัย ปรากฎว่า คนไทย 68.6% ระบุว่า อ่านหนังสือ อ่านมากที่สุดคือหนังสือพิมพ์ และใช้เวลาอ่านหนังสือ เฉลี่ย 35 นาที/วัน

– งานวิจัย ปี 2556 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)

เป็นการทำงานวิจัยหัวข้อ “การอ่านของประชากร” ครั้งที่ 5 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

จากการรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2556 จาก 55,920 ครัวเรือนตัวอย่าง กระจายทั่วทุกภูมิภาค และทุกช่วงวัย ปรากฎว่า คนไทย 81.8% ระบุว่า อ่านหนังสือ อ่านมากที่สุดคือหนังสือพิมพ์ และใช้เวลาอ่านหนังสือ เฉลี่ย 37 นาที/วัน

– งานวิจัย ปี 2558 (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ)

เป็นการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภค ทั้งพฤติกรรมการอ่าน การซื้อหนังสือ รวมถึงวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการซื้อหนังสือ รวมถึงผลกระทบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น อินเตอร์เน็ต e-book/digital content ที่มีผลต่อการอ่านหนังสือเล่มของคนไทย

จากการรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนธันวาคม 2557 – เดือนมกราคม 2558 จาก 3,432 กลุ่มตัวอย่าง กระจายทั่วทุกภูมิภาค เฉพาะช่วงวัย 15-69 ปี โดยมีการแบ่งนิยามให้การ “อ่าน” หมายถึงอ่านสื่อทุกประเภท และการ “อ่านหนังสือ” หมายรวมเฉพาะการอ่านหนังสือเล่ม ปรากฎว่า คนไทยอ่าน 88.0% และอ่านหนังสือ 60.3% โดยใช้เวลาในการอ่านหนังสือเฉลี่ย 46 นาที/วัน และส่วนใหญ่ยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตทำให้การอ่านน้อยลง

– งานวิจัย ปี 2559 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ TK Park)

เป็นการทำงานวิจัยหัวข้อ “การอ่านของประชากร” ครั้งที่ 6 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่เป็นครั้งแรกที่ร่วมมือกับ TK Park และมีการขยายนิยามของคำว่า การ “อ่าน” นอกจากอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ ตำรา ฯลฯ ยังให้รวมถึงการอ่านข้อความในสื่อสังคมออนไลน์/SMS/E-mail ด้วย

จากการเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2558 จาก 55,920 ครัวเรือนตัวอย่าง กระจายทั่วทุกภูมิภาค และทุกช่วงวัย ปรากฎว่า คนไทย 77.7% อ่าน อ่านมากที่สุดคือหนังสือพิมพ์ และใช้เวลาในการอ่านเฉลี่ย 66 นาที/วัน(หมายเหตุ : การสำรวจครั้งนี้ทำในปี 2558 แต่เผยแพร่ผลสำรวจในปี 2559)

งานสัปดาห์หนังสือในปีนี้ (29 มี.ค.-10 เม.ย.2559) จัดขึ้นภายใต้ธีม "ความหวัง" โดยนายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในฐานะแม่งาน ระบุว่า ความหวังสูงสุดคือให้คนมาอ่านหนังสือมากขึ้น
งานสัปดาห์หนังสือครั้งแรกของปีนี้ (29 มี.ค.-10 เม.ย.2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) จัดขึ้นภายใต้ธีม “ความหวัง” โดยนายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในฐานะแม่งานหลัก ระบุว่า ความหวังสูงสุดคือให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะหนังสือทุกเล่มมีคุณค่า แต่จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย หากไม่มีคนเปิดอ่าน

จากข้อมูลข้างต้นเห็นได้ว่า ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดในรอบ 10 ปีหลังที่ระบุว่า “คนไทยอ่านหนังสือแค่ปีละ 8 บรรทัด” ขณะที่นายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย องค์กรที่เป็นแม่งานหลักในการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ได้กล่าวเรียกร้องว่า “ขอให้เลิกพูดประโยคดังกล่าวได้แล้ว เพราะไม่เคยมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงใดๆ รองรับ”

อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยจะใช้เวลาในการอ่านเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียนก็พบว่า การอ่านของไทยยังอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ อ้างอิงจากข้อมูลการให้สัมภาษณ์ของนายกุลธร เลิศสุริยะกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตร สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เมื่อปี 2555 ที่ระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 2-5 เล่ม/ปี เทียบกับคนสิงคโปร์ 50-60 เล่ม/ปี และคนเวียดนาม 60 เล่ม/ปี

และจากงานวิจัย 6 ชิ้นที่สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้านำมาอ้างอิงข้างต้น สาเหตุสำคัญของการ “ไม่อ่านหนังสือของคนไทย” ส่วนใหญ่เป็นเพราะชอบเสพสื่อประเภทอื่นๆ มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ต

นี่คือโจทย์ใหญ่ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่า แม้คนไทยจะไม่ได้อ่านหนังสือน้อยบรรทัด แต่จะทำอย่างไรในการสร้าง “วัฒนธรรมการอ่าน” ให้คนไทยได้อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการอ่านไม่เพียงทำให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร สร้างความรื่นรมย์ ยังสร้างภูมิปัญญา ซึ่งจะเป็นต้นทุนในการพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง https://thaipublica.org/2016/04/print-10/

guest

Post : 10/10/2017 10:47     Forum: NEWS & UPDATE  >  ก้าวใหม่! นักวิทย์ฯคิดค้น “กาว” ปิดแผลได้ใน 1 นาที

 

ก้าวใหม่! นักวิทย์ฯคิดค้น “กาว” ปิดแผลได้ใน 1 นาที

ก้าวใหม่! นักวิทย์ฯคิดค้น “กาว” ปิดแผลได้ใน 1 นาที

S! News (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

การซ่อมแซมบาดแผลในระหว่างการผ่าตัดอาจเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และมักต้องใช้วิธีเย็บหรือใช้ที่หนีบโลหะ แต่ด้วยการพัฒนา “กาวสำหรับการผ่าตัด” นี้ ทำให้การปิดแผลสามารถทำได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

Nasim Annabi ผู้นำในการเขียนบทความวิจัยนี้และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวว่า สิ่งปิดบาดแผลจากการผ่าตัดที่ดีต้องมีความยืดหยุ่น ยึดติดได้ ปลอดสารพิษ และไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต ทว่าวัสดุปิดแผลส่วนใหญ่ในตลาดกลับยังขาดคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วน

บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Science Transational Medicine ระบุว่า กาว “MeTro” เป็นไฮโดรเจลที่มีความยืดหยุ่นสูงและเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อของร่างกาย เพราะสารนี้ทำมาจากโปรตีนของมนุษย์ ซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตอบสนองต่อแสงอัลตราไวโอเลต (UV)

เมื่อนักวิจัยใช้กาวนี้ทาลงบนแผล และให้กาวได้สัมผัสกับแสงยูวี แผลจะถูกปิดผนึกภายใน 60 วินาที ผลการวิจัยยังระบุอีกว่า กาวตัวนี้สามารถปิดบาดแผลได้โดยที่ไม่ได้ขัดขวางการขยายตัวหรือการผ่อนคลายอวัยวะหรือผิวหนังของตัวอย่างทดลองในการวิจัย

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้นำ “MeTro” ไปทดลองในสัตว์อีกด้วย ซึ่งจากการใช้กาวนี้ปิดแผลการผ่าตัดหลอดเลือดในหนู และแผลจากการผ่าตัดปอดในหมู พบว่าไม่มีร่องรอยการรั่วหรือแผลเปิดแต่อย่างใด

Advertisement Replay Ad

มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นรายงานว่า Annabi และเพื่อนร่วมงานของเธอได้วางแผนจะทดสอบ กาว “MeTro” ในระยะยาวต่อไป ก่อนที่จะนำไปทดลองทางคลินิกกับมนุษย์

Annabi กล่าวถึงการคาดการณ์ของเธอว่า ภายใน 3-5 ปีนี้ กาว “MeTro” จะสามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยได้จริงในโรงพยาบาล

Anthony Weiss ผู้เขียนงานวิจัยอีกคนหนึ่งและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่า “อุปกรณ์นี้มีประสิทธิภาพอย่างมาก มันสามารถรักษาบาดแผลภายในที่ร้ายแรง ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุจากรถยนต์ และการสู้รบในพื้นที่สงคราม รวมถึงช่วยพัฒนาการทำงานผ่าตัดในโรงพยาบาลได้อีกด้วย”

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : เฟซบุ๊ก XinhuaNews

 

guest

Post : 10/10/2017 10:43     Forum: NEWS & UPDATE  >   ห้ามสื่อไลฟ์เฟซบุ๊ก พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แต่ไม่ขัดประชาชน

 

ห้ามสื่อไลฟ์เฟซบุ๊ก พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แต่ไม่ขัดประชาชน

 

ห้ามสื่อไลฟ์เฟซบุ๊ก พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แต่ไม่ขัดประชาชน

Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

สื่อมวลชนห้ามพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9 แต่ประชาชนสามารถไลฟ์และถ่ายภาพได้ตามปกติ

วันที่ 9 ต.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงการบันทึกภาพในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ของสื่อมวลชน และประชาชนที่เข้าร่วมพิธีว่า สื่อที่อยู่บนอัฒจันทร์ต้องบันทึกภาพตามที่ลงทะเบียนเท่านั้น ห้ามรายงานสดและเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยขอให้เลือกภาพที่เหมาะสม

นอกจากนี้ สื่อมวลชนสามารถอยู่ได้เพียง 2 จุด ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้ คือ หอประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบนอัฒจันทร์ ที่จัดไว้เท่านั้น ไม่มีอยู่บนฟุตปาธร่วมกับประชาชน ซึ่งภาพรายงานสดจะต้องมาจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเท่านั้น

ส่วนประชาชนสามารถเฟซบุ๊กไลฟ์และถ่ายภาพได้ตามปกติ เพียงแต่บางจุดจะมีการตัดสัญญาณ และประชาชนที่จะเดินทางมาที่สนามหลวง ซึ่งมีพื้นที่อยู่ทั้งหมด 150,000 ตารางเมตร จะรองรับประชาชนได้ประมาณ 250,000 – 300,000 คน เพียงแต่จะมีเพียง  40,000 คน เท่านั้น ที่จะได้เห็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

เบื้องต้นมีการเตรียมสถานที่อำนวยความสะดวก ทั้งห้องน้ำภายในสถานที่ราชการ รถสุขาเคลื่อนที่ และขอให้เตรียมตัวทั้งอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรคต่างๆ เนื่องจากจะต้องอยู่รอริ้วขบวนพระราชอิสริยยศตั้งแต่ช่วงเวลา 05.00 น. ของวันที่ 25 ตุลาคม ไปจนถึงวันที่ 26 ตุลาคม

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถเดินผ่านเข้า – ออกจุดคัดกรองได้ แต่ถ้าหากออกไปแล้วจะต้องเสียพื้นที่ให้กับประชาชนคนอื่นไป

ด้านการทำบัตรสื่อมวลชนที่จะเข้าพื้นที่พระราชพิธี ขณะนี้มีจำนวนสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนทำบัตรขอผ่านเข้างานพระราชพิธีทั้งสิ้น 1,687 ราย แบ่งเป็นสื่อไทย 1,432 ราย และสื่อต่างประเทศ 255 ราย โดยกรมประชาสัมพันธ์จะจัดลงทะเบียนสื่อออนไลน์เพิ่มเติมภายในวันที่ 10 ต.ค. 60 โดยจะมีกฎระเบียบแบบเดียวกับหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ

พร้อมกันนี้ได้มีการจัดทำคู่มือสื่อมวลชน จำนวน  15,000 เล่ม โดยแยกเป็นภาษาไทย 10,000 เล่ม และภาษาอังกฤษ 5,000 เล่ม โดยจะแจกในวันที่ 16 ต.ค. 2560 หรือดาวน์โหลดคู่มือแบบ e-Book ได้ที่ www.kingrama9.net

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจะมีการประชุม กอร.พระราชพิธีฯ ที่กระทรวงกลาโหมทุกวัน ในเวลา 10.00 น. และจะแถลงข่าวหลังการประชุมทุกวัน เวลา 13.00 น.

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : NNT จส.100 armypr

guest

Post : 03/10/2017 10:10     Forum: NEWS & UPDATE  >  ชำแหละ “บัตรคนจน” ซื้อตรงไหน ใช้อย่างไร ได้กี่อย่าง

 

ชำแหละ “บัตรคนจน” ซื้อตรงไหน ใช้อย่างไร ได้กี่อย่าง

 

ชำแหละ “บัตรคนจน” ซื้อตรงไหน ใช้อย่างไร ได้กี่อย่าง

 

ชำแหละ “บัตรคนจน” ซื้อตรงไหน ใช้อย่างไร ได้กี่อย่าง

1 ต.ค. 60 ดีเดย์ไปแล้วสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ เรียกง่ายๆ ว่า ซึ่งเป็นรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพื่อแบ่งเบาภาระในสังคม

โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้แบ่งประเภทบัตรตามรายได้ของผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือเป็น 2 ประเภท คือ

1.กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3๐,๐๐๐ บาทต่อปี จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 300 บาทต่อเดือน รวมทั้งค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน,ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน,ค่ารถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน

1g4

2.กลุ่มที่มีรายได้เกิน 3๐,๐๐๐ บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวน 200 บาทต่อเดือน รวมทั้งค่าก๊าซหุงต้ม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาทต่อคนต่อเดือน,ค่ารถโดยสาร บขส. 500 บาทต่อคนต่อเดือน,ค่ารถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน

แต่ทั้งนี้หลายคนยังสงสัยในวิธีการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าสามารถใช้ที่ใด ซื้อของอะไรได้บ้าง มีเงื่อนไขอย่างไรและสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้หรือไม่..?

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีลักษณะคล้ายบัตรเครดิต+บัตร ATM คือสามารถนำไปรูดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้ ตามร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ โดยชำระเงินก็ง่ายมากเพียงแค่รูดบัตรจ่ายเงินผ่านเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เครื่อง EDC จากนั้นก็จะได้ใบเสร็จเป็นแสดงยอดที่ใช้จ่ายไปและยอดคงเหลือในบัตร

1g3

แต่ถ้าสินค้าที่ซื้อมีราคาเกินกว่าเงินที่อยู่ในบัตร ก็สามารถเติมเงินเข้าไปในบัตรได้ผ่านบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Money ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งนอกจากจะเติมเงินเข้าไปในบัตรแล้วยังสามารถใช้บัตรทำธุรกรรมฝาก ถอน โอน ผ่านตู้ ATM / ADM ของธนาคารกรุงไทยได้

เรียกได้ว่าสะดวกสบายสามารถพกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแทนบัตร ATM ได้ แต่ไม่สามารถกดเงินหรือโอนเงินที่ได้รับจากการการอุดหนุนของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Money ได้ และถ้าเงินอุดหนุนใช้ไม่หมดเงินก็จะถูกตัดทันทีไม่สามารถเก็บสะสมเพื่อนำไปทบยอดในเดือนหน้าได้

1g6

Advertisement Replay Ad

ด้านสิ้นค้าที่สามารถซื้อได้มีแบ่งเป็น 3 หมวดใหญ่ ดังนี้

สินค้าอุปโภค บริโภค เช่น หมวดอาหารสด,หมวดอาหารและเครื่องดื่ม,หมวดของใช้ประจำวัน,หมวดยารักษาโรค

สินค้าเพื่อการศึกษา เช่น เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์การเรียน

สินค้าเพื่อเกษตรกรรม เช่น ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์และเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ

ซึ่งสามารถตรวจสอบร้านธงฟ้าประชารัฐได้ดังนี้ ร้านธงฟ้าประชารัฐ

ขณะที่สวัสดิการช่วยเหลือค่าโดยสารรถเมล์,รถไฟฟ้า,รถไฟ,และรถร่วม บขส. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แบ่งเป็น 2 แบบ

untitled-1copypptv

1. บัตร EMV + ตั๋วร่วม (แมงมุม) สำหรับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนในเขต กทม. นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม และ สมุทรสาคร โดยบัตรนี้ ไว้ใช้กับระบบขนส่งมวลชนทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร

2. บัตร EMV สำหรับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนในจังหวัดอื่นๆ (นอกเขต กทม. นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม และ สมุทรสาคร) สำหรับบัตรนี้ จะไม่สามารถใช้กับระบบขนส่งมวลชนทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร.

โดยรถโดยสารที่ร่วมโครงการจะทำการติดตั้งอุปกรณ์ อี-ทิกเก็ต เพื่อใช้สำหรับคิดเงินค่าโดยสารจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพียงแค่แตะเบาๆก็สามารถจ่ายค่าโดยสารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สอดคล้องกับ นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ และรักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เปิดเผยว่า เตรียมการทยอยติดตั้งให้ครบตามเป้า 800 คัน ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ก่อน เพื่อรองรับผู้มีบัตรสวัสดิการรายได้น้อย

สำหรับประชาชนที่ไม่มีบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ขสมก. ได้ติดตั้ง ตู้รับเหรียญอัตโนมัติ หรือ แคชบ็อกซ์ ใช้จ่ายเงินสดได้ตามปกติ แต่เครื่องดังกล่าวจะรับได้แค่เหรียญเท่านั้น และจะเริ่มมีการเปิดจำหน่ายบัตรร่วมหรือบัตรแมงมุมให้ประชาชนได้ใช้บริการเครื่องอี-ทิกเก็ต อย่างเต็มรูปแบบทั้ง 2,600 คันได้ภายในเดือนมิถุนายน ปี 2560

1gr

ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐส่วนใหญ่ประชาชนยังขาดความรู้ในการใช้บัตรและร้านธงฟ้าประชารัฐก็ยังมีไม่ทั่วถึงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย ด้านเงินอุดหนุนช่วยเหลือค่าเดินทางก็ยังไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมดเท่าที่ควร เนื่องจากว่าปริมาณรถโดยสารที่ติดตั้งเครื่อง อี-ทิกเก็ต ยังมีไม่มากนัก

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ทางโครงการสวัสดิการประชารัฐต้องรีบแก้ไข หากในอนาคตการขนส่งบริการทั้งหมดครอบคลุมและร้านธงฟ้าประชารัฐสามารถให้บริการได้ทุกพื้นที่ โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพของคนที่มีรายได้น้อยย่อมเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดและจะช่วยแบ่งเบาภาระของคนไทยได้สมกับบ้านเมืองที่น่าอยู่เหมือนดั่งคำขวัญที่ว่า “สยามเมืองยิ้ม”

guest

Post : 29/09/2017 08:46     Forum: NEWS & UPDATE  >  5 โลเคชั่นสุดฮิต ที่วัยรุ่นนิยม...ไปถ่ายรูป

 

5 โลเคชั่นสุดฮิต ที่วัยรุ่นนิยม...ไปถ่ายรูป

S! Campus

สนับสนุนเนื้อหา

ต้องบอกก่อนช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นช่วงของเทรนด์การถ่ายภาพ ที่มาแรงแบบว่ากล้องถ่ายรูปขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เดินไปทางไหนก็จะเห็นวัยรุ่นพกกล้องติดตัวกันไว้แทบทุกคน... ซึ่งสถานที่ต่อไปนี้ ถือว่าเป็นโลเคชั่นเด็ด ที่วัยรุ่นมักนิยมไปปักหมุดถ่ายรูปเล่นกันค่ะ


1. Supermarket
หลายครั้งที่นั่งดูภาพอินสตาแกรม แล้วเรามักจะเห็นเด็กวัยรุ่นหรือดารานักแสดงหลายคน เลือกใช้ Supermarket เป็นสถานที่ถ่ายรูปสนุกๆ และเพื่อสร้างสีสันให้กับภาพถ่ายของพวกเค้า ซึ่งเสน่ห์ในการถ่ายภาพในสถานนี้ ก็คือการที่มีสินค้าหลากหลายชนิดมาเป็นพร๊อพ มาเป็นแบล๊คกราวน์เพิ่มความสดใสบนภาพถ่ายได้เป็นอย่างดี

2. ห้างขายเฟอร์นิเจอร์
ห้างขายเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ย่านชานเมือง ไม่ขอบอกชื่อแต่หลายคนก็พอเดาออก ห้างแห่งนี้ก็สามารถดึงดูดวัยรุ่นทั้งหลายไปซื้อสินค้า หรือเดินเล่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งใครหลายคนก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปชิคๆ กับรถเข็นไว้เป็นที่ระลึก



3. สตูดิโอ
อีกหนึ่งกระแสที่กำลังมาแรงมากๆ ทีเดียว ก็คือการถ่ายภาพในสตูดิโอ ที่มีการจัดแต่งสถานที่และใช้สีสันสดถูกใจวัยรุ่น มาดึงดูดลูกค้าวัยทีนได้เป็นอย่างดี ถือถ้าเมื่อก่อนฮิตตู้สติ๊กเกอร์ สมัยนี้ก็มีสตูดิโอแนวนี้ที่เรียกได้ว่ากระแสกำลังมาแรงเลยทีเดียว

4. บันได
อีกหนึ่งสถานที่...ที่พบเห็นได้บ่อยบนภาพถ่ายในอินสตาแกรมก็คือการถ่ายภาพคู่ตามบันไดสถานที่ต่างๆ ด้วยเส้นสายของบันไดที่ดูธรรมดา แต่ด้วยความมีรูปทรงที่มีความเรียบเท่ ก็สามารถทำให้ภาพถ่ายของเรานั้นดูดี ดูเท่ขึ้นมาทันที (ถ้าเรามีคอมโพสที่ดีนะ)



5. ร้านขนม
โลเคชั่นสุดท้าย...ที่ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาไหน ก็ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตในการถ่ายรูปที่ถูกเลือกใช้ในอันดับต้นๆ เพราะร้านขนมสมัยนี้ถ้าจะอยากเรียกคนเข้าร้าน ก็ต้องตกแต่งร้านให้สวยๆ มีอาหาร ขนมหวาน ที่ถูกจัดวางไว้อย่างน่ารัก เพื่อเป็นจุดดึงดูดลูกเค้าเข้าไปใช้บริการ

สุดท้ายก่อนที่เราจะไปถ่ายภาพอะไรก็แล้วแต่ ก็อย่าลืมสังเกตกันก่อนนะคะว่าเค้าอนุญาตให้เราถ่ายภาพได้ไหม ไปรบกวนใครรึเปล่า ถ้าเค้าไม่สะดวกก็ไม่ควรนะจ๊ะ

ขอขอบคุณ

ภาพ : @kamolned ,@thanyawee_ istockphoto

ติดตาม Sanook! Campus 

guest

Post : 28/09/2017 09:58     Forum: NEWS & UPDATE  >  ไปรษณีย์กลางบางรัก แจกโปสการ์ดที่ระลึก 5 แบบ "รัชกาลที่ 9"

 

ไปรษณีย์กลางบางรัก แจกโปสการ์ดที่ระลึก 5 แบบ "รัชกาลที่ 9"

 

 

ไปรษณีย์ไทย แจกโปสการ์ดที่ระลึก 5 แบบ จนถึงวันที่ 31 ต.ค.นี้ ในงานนิทรรศการ “แสตมป์ของพ่อ 2493 เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความอาลัย และร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวง รัชกาลที่ 9 ไปรษณีย์ไทย ได้จัดนิทรรศการ “แสตมป์ของพ่อ 2493 เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยคัดสรรแสตมป์ในชุดที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 9 จำนวนแสตมป์ทั้งหมด 79 ชุด 353 แบบ นำเสนอในประเด็นที่แตกต่างจากนิทรรศการอื่น เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถจดจำได้ง่าย ภายใต้หัวข้อ “2493 เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งเป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยจะนำเสนอเป็นห้องจัดแสดงต่างๆ เล่าเรื่องผ่านวิดีทัศน์ แอนิเมชั่น และแสตมป์ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่

 

 

โซนที่ 1 “5 พฤษภาคม 2493 ปฐมบทแห่งความสุขของคนไทย” บทเกริ่นนำของนิทรรศการที่เริ่มต้นด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2493 เปรียบเป็นคำมั่นสัญญาที่พระองค์พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยและทรงรักษาไว้ตลอดพระชนม์ชีพ ในนิทรรศการได้นำแสตมป์ที่บันทึกเรื่องราวภาพประวัติศาสตร์ที่สำคัญของคนไทย ที่หาชมได้ยากมาจัดแสดงไว้ในห้องดังกล่าวอย่างสมพระเกียรติ

โซนที่ 2 “2 พระองค์ คู่พระบารมี” ถ่ายทอดเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเริ่มต้นตั้งแต่พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส โดยจัดแกลอรี่ภาพแสตมป์ของทั้ง 2 พระองค์ และวิดีโอ ที่ทั้งสองพระองค์ประทับเคียงคู่กันเสมอมาเพื่อให้ผู้ชมปลาบปลื้ม มีความสุข และระลึกถึง 2 พระองค์ที่ทรงเป็นคู่พระบารมีที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย

โซนที่ 3 “4 ภาค เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร” นำเสนอเนื้อหานับแต่การเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศครั้งแรก พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนของพระองค์ นำมาซึ่งพรราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นทรงงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกท้องถิ่น โดยการนำเสนอแกลอรี่ภาพ 2 พระองค์ประทับบนรถไฟพระที่นั่งสัญลักษณ์ของการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั้ง 4 ภาค ภาพ 2 พระองค์ เสด็จฯ ท่ามกลางราษฎรในภูมิภาคต่างๆ อีกทั้งยังมีการประดับตกแต่งด้วยแสตมป์ที่สะท้อนถึงการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในที่ต่างๆ ของประเทศไทย

โซนที่ 4 “9 ทำ เพื่อพสกนิกร” นำเสนอเนื้อหาโครงการในพระราชดำริที่ทรงพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะโครงการสำคัญ 9 โครงการอันเป็นประจักษ์พยานในการ “ครองแผ่นดินโดยธรรม” เพื่อสร้าง “ประโยชน์” และ “ความสุข” ให้แก่ “มหาชนชาวสยาม” โดยการนำเสนอด้วยภาพกราฟิกบนจอ LED ขนาด 6 เมตร เป็นภาพกราฟิกจากภูเขาถึงทะเลและภาพแสตมป์ที่บันทึกโครงการอันทรงคุณค่าจากการทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรของพระองค์ เช่น แสตมป์โครงการฝนหลวง แสตมป์โครงการชั่งหัวมัน แสตมป์โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา เป็นต้น

โซนที่ 5 “3 คำสอน ศาสตร์พระราชา” นำเสนอเนื้อหาแนวพระราชดำริในการ “พัฒนา”งานด้านต่าง ๆ ที่นำมาสู่บทสรุปของนิทรรศการ 3 คำสอนของ “พ่อ” คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อันเป็นหลักการที่ผู้ชมจะสามารถน้อมนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต การงาน เพื่อสานต่อแนวพระราชดำริ “ตามรอยพ่อ” ห้องนิทรรศการนี้ จัดแสดงแสตมป์ที่เกี่ยวกับการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อให้สอดคล้องกับ “หลักคำสอนของศาสตร์พระราชา” 

นางสมร กล่าวเพิ่มเติมว่า ไปรษณีย์ไทยได้จัดทำโปสการ์ดที่ระลึก 5 แบบสุดพิเศษ เพื่อแจกจ่ายเป็นที่ระลึกให้แก่ประชาชนผู้เข้าชมนิทรรศการ โดยได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ที่ปรากฏบนดวงแสตมป์ทั้งหมด 5 ดวง ได้แก่

 

แสตมป์ที่ระลึกชุดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ชนิดราคาดวงละ 5 สตางค์ (ชุด 1)

 

แสตมป์ทั่วไปชุดพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 สยาม ชนิดราคาดวงละ 5 สตางค์ (ชุด 2)

 

แสตมป์ทั่วไปชุดพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 สยาม ชนิดราคาดวงละ 5 บาท (ชุด 3)

 

แสตมป์ทั่วไปชุดพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 สยาม ชนิดราคาดวงละ 40 บาท (ชุด 4)

 

แสตมป์ทั่วไปชุดพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 9 แบบพระพักตร์ตรง ชนิดราคาดวงละ 20 บาท (ชุด 5)

 

พร้อมกันนี้ได้อัญเชิญพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่พระองค์ทรงพระราชทานแก่ประชาชนไทยในโอกาสต่างๆ มาจัดพิมพ์เป็นโปสการ์ดที่ระลึก โดยทำการจัดพิมพ์ขึ้นจำนวนจำกัดสำหรับผู้เข้าชมนิทรรศการแสตมป์ของพ่อฯ เท่านั้น

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมรับโปสการ์ดและบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากรรัชกาลที่ 9 เป็นที่ระลึก จนถึงวันที่ 31 ต.ค.นี้ ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-19.00 น. ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ THP Contact Center 1545 เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th

guest

Post : 28/09/2017 09:56     Forum: NEWS & UPDATE  >  100ปีธงชาติไทย ประวัติศาสตร์ธงไตรรงค์

 

100ปีธงชาติไทย ประวัติศาสตร์ธงไตรรงค์

 

ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) ร่วมในกิจกรรมร้องเพลงชาติไทย เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ที่ทรงพระราชทานธงชาติไทย ครบรอบ 100 ปี ที่ลานหน้าอินดอร์สเตเดี้ยม กกท.หัวหมาก

 

 

 

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 ก.ย. ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานธงไตรรงค์ ให้เป็นธงชาติของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2460 ซึ่งวันนี้ครบรอบ 100 ปีพอดี และธงชาติไทยของเรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน โดยกว่าจะมาเป็นผืนธงไตรรงค์อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วมากมาย

ปัจจุบันมีประเทศที่กำหนดให้มีวันธงชาติ (Flag Day) จำนวน 54 ประเทศ จากจำนวนประเทศทั่วโลก 261 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีประเทศที่กำหนดให้มีวันธงชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนนาดา สหราชอาณาจักร รัสเซีย โปรตุเกส ออสเตรเลีย บราซิล อินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ มีประเทศที่ไม่มีการกำหนดวันธงชาติ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนิเซีย สิงคโปร์ ลาว

 

guest

Post : 28/09/2017 09:54     Forum: NEWS & UPDATE  >  "กูเกิ้ล" เปลี่ยนโลโก้ร่วมฉลองพระราชทาน "ธงชาติไทย" ครบ 100 ปี

 

"กูเกิ้ล"   เปลี่ยนโลโก้ร่วมฉลองพระราชทาน "ธงชาติไทย" ครบ 100 ปี

 

 

 

 

 

 

วันนี้ (28 ก.ย.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ Google.com เว็บไซต์ค้นหาชื่อดังอันดับหนึ่งของโลก ร่วมฉลองเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทยและครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กันยายนของทุกปี โดยเปลี่ยนรูปโลโก้ เป็นธงชาติไท

guest

Post : 28/09/2017 09:35     Forum: NEWS & UPDATE  >  ชวนติดแฮชแท็ก #IvoryFree งดซื้อของขวัญผลิตภัณฑ์งาช้าง

 องค์กรไวล์ดเอด ร่วมมือกับยูเอสเอด ไวล์ดไลฟ สหรัฐอเมริกา เปิดตัวโครงการรณรงค์ #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง I am #IvoryFree เชิญชวนคนไทย สร้างรูปคู่กับช้างทาง www.ivoryfreethai.org แชร์ผ่านโซเชียล เเสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการซื้อ การใช้ และให้ของขวัญจากผลิตภัณฑ์งาช้าง

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2560 องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ร่วมมือกับยูเอสเอด ไวล์ดไลฟ เอเชีย ภายใต้องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เปิดตัวโครงการรณรงค์ #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง I am #IvoryFree (ไอ แอม ไอวอรี่ฟรี) เชิญชวนคนไทยร่วมกันสร้างรูปคู่กับช้างที่เว็บไซต์ www.ivoryfreethai.org แชร์ผ่านโซเชียลมีเดียทุกประเภท พร้อมกับติดแฮชแท็ก #ไม่เอางาไม่ฆ่าช้าง และ #IvoryFree โดยสามารถเลือกข้อความรณรงค์ที่ชอบได้ เพื่อเเสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการซื้อ การใช้ และการให้ผลิตภัณฑ์งาช้างเป็นของขวัญอีกต่อไป

นายจอห์น เบเกอร์ กรรมการผู้จัดการองค์กรไวล์ดเอด บอกว่า จากปัญหาช้างมากถึง 33,000 ตัว ถูกฆ่าเพื่อเอางาในแอฟริกาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์งาช้างในเอเชีย ซึ่งไทยเป็นทั้งปลายทาง และทางผ่านของงาช้างผิดกฎหมายเหล่านั้น ขณะนี้รัฐบาลไทยได้กำหนดมาตรการเพื่อแก้ปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี พ.ศ.2558 รัฐบาลออกพระราชบัญญัติงาช้าง เพื่อควบคุมตลาดค้างาช้างถูกกฎหมายที่มาจากช้างบ้านของไทย ที่เป็นช้างเอเชียเท่านั้น และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กำหนดให้ช้างแอฟริกันเป็น 1 ในสัตว์คุ้มครองของไทย มีผลให้ห้ามซื้อขายหรือครอบครองงาช้างแอฟริกัน

 

 

ขายผลิตภัณฑ์ "งาช้าง"ตลาดออนไลน์ยอดพุ่ง 

 


นายจอห์น เบเกอร์ กล่าวว่า แม้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส รวมถึงองค์กรอนุรักษ์ระดับนานาชาติ จะชื่นชมความพยายามแก้ปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมายของไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่หลายฝ่ายยังกังวลว่า แนวทางแก้ปัญหาของไทยอาจยังไม่เพียงพอ กรณีของฮ่องกงแสดงให้เห็นแล้วว่า ตลาดการค้างาช้างถูกกฎหมาย เป็นเพียงฉากบังหน้าให้กับการค้างาผิดกฎหมายเท่านั้น แม้รัฐบาลฮ่องกงมั่นใจว่ามีกลไกต่างๆ ที่สามารถควบคุมการค้าได้

“ผลสำรวจเมื่อปี 2559 ของเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า หรือทราฟฟิค พบว่าผลิตภัณฑ์งาช้างที่วางจำหน่ายแบบเปิดเผยตามร้านค้าในกทม.มีจำนวนลดลงจาก 7,421 ชิ้นในปี 2557 เหลือเพียง 283 ชิ้นเมื่อปีที่แล้ว หรือลดลงมากถึงร้อยละ 96 แต่การสำรวจตลาดออนไลน์ เมื่อในปี 2559 ระหว่างเดือนมิ.ย.-ก.ค.นี้ กลับพบผลิตภัณฑ์งาช้างอย่างน้อย 2,550ชิ้น ถูกประกาศ ขายบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอย่างผิดกฎหมาย” นายจอห์น  ระบุ

โดยการลดความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์งาช้าง ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรไวล์ดเอดในความพยายามยุติการฆ่าช้างเอางา เพื่อหวังว่าการสร้าง ความตระหนักให้สังคมรับรู้ถึงความโหดร้ายที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์งาช้าง จะทำให้สังคมหันหลังให้กับ การบริโภคผลิตภัณฑ์งาช้างมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การยุติการฆ่าช้างเอางาในที่สุด เพราะหยุดซื้อ คือ หยุดฆ่า

guest

Post : 28/09/2017 09:33     Forum: NEWS & UPDATE  >  กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนักทั่วทุกภูมิภาคถึงวันที่ 26 ก.ย.

 

กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนักทั่วทุกภูมิภาคถึงวันที่ 26 ก.ย.

วันนี้ (23 ก.ย. 2560) กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเมื่อเวลา 05.00น.ว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรงบางพื้นที่ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย 

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กในทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง

 แหล่งอ้างอิง http://news.thaipbs.or.th/content/266337

 

อนึ่ง ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ส่งผลทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง

 

 

guest

Post : 28/09/2017 09:30     Forum: NEWS & UPDATE  >  "แรดสายพันธุ์เอเชีย" เสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต ทั่วโลกเหลือไม่เกิน 30,000 ตัว

 แรดสายพันธุ์เอเชียเสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต ทั่วโลกเหลือไม่เกิน 30,000 ตัว ขณะที่ประเทศไทยพบล่าสุดเมื่อปี 2540

วันที่ 22 ก.ย. ถือเป็น "วันอนุรักษ์แรดโลก" เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2553 หรือเมื่อ 8 ปีก่อน โดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature-WWF) แห่งแอฟริกาใต้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการตระหนักถึงการลดจำนวนลงของแรดสายพันธุ์ต่างๆ ที่มีสาเหตุหลักมาจากการลักลอบล่าของมนุษย์ เพื่อนำนอแรดไปขายในรูปแบบของเครื่องประดับหรือนำไปเป็นส่วนผสมของยาตามความเชื่อ โดยทั่วโลกได้ร่วมกันอนุรักษ์แรด 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แรดขาว (White rhino) แรดดำ (Black rhino) แรดงาเดียว (Greater one-horned rhino) แรดสุมาตรา (Sumatran rhino) และ แรดชวา (Javan rhino)

“แรดชวา-แรดสุมาตรา” เสี่ยงสูญพันธุ์

 

ข้อมูลจาก องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ( WWF) ประเทศไทย เผยผลสำรวจประชากรแรดสิ้นปี 2015 ล่าสุด ดังนี้

1.แรดขาว (White rhino) จำนวนอยู่ระหว่าง 19,666 - 21,085 ตัว
2.แรดดำ (Black rhino) จำนวนอยู่ระหว่าง 5,040 - 5,458
3.แรดงาเดียว (Greater one-horned rhino) มากกว่า 3,500 ตัว
4.แรดสุมาตราหรือ กระซู่ (Sumatran rhino) ประมาณ 100 ตัว
5. แรดชวา (Javan rhino) 61-63 ตัว

รักษาโรคไม่ได้ กิน “นอแรด” เหมือนกินเล็บ

อย่างไรก็ตาม แรดในแอฟริกา ก็ยังคงเผชิญความยากลำบาก ด้วยความเชื่อว่า “นอแรด” มีคุณสมบัติด้านการบำรุงกำลัง หรือรักษาโรคต่างๆ รวมถึงเป็นเครื่องประดับที่แสดงถึงฐานะหรือวัตถุมงคลสำหรับป้องกันภัย ทำให้มีการล่าและค้านอแรดอย่างกว้างขวาง รวมถึงการฆ่าแรดเพื่อเอานอทั้งที่ในความจริงแล้วนอแรดเป็นเส้นใยเคราติน (Keratin) แบบเดียวกับผม และเล็บของคนเรา และไม่ได้มีผลต่อการบำรุงกำลังแต่อย่างใด

"เวียดนาม" แหล่งลักลอบค้านอแรดใหญ่สุด

ตลาดลักลอบค้านอแรดที่ใหญ่ที่สุด คือประเทศเวียดนาม ในแต่ละปีแรดแอฟริกาจำนวนมากต้องจบชีวิตลงเพื่อสังเวยความต้องการการบริโภคนอแรด มีรายงานว่า เมื่อปี 2012 จำนวนของแรดที่ถูกฆ่าในแอฟริกาใต้ สูงถึง 668 ตัว หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 2 ตัว ผลการประชุม CITES COP17 เมื่อปีก่อน ที่ประชุมได้มีมติกดดันให้ประเทศเวียดนามและประเทศโมซัมบิกหาหนทางหยุดยั้งการค้านอแรดอย่างผิดกฎหมายภายในเวลา 1 ปี มิฉะนั้นทางกลุ่มจะมีมาตรการลงโทษทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้ที่ประชุมยังปฏิเสธคำขอเปิดตลาดการค้านอแรดของประเทศสวาซิแลนด์ด้วย
ในภูมิภาคอาเซียน WWF ประจำประเทศเวียดนาม ร่วมกับ TRAFFIC หรือเครือข่ายการสำรวจตรวจสอบการค้าสัตว์ป่า ได้จัดทำแคมเปญเพื่อขอความร่วมมือจากรัฐบาลเวียดนามในการเพิ่มบทลงโทษ เพิ่มความเข้มงวดในการจับกุม และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจและลดความต้องการนอแรดลง

 

สำหรับประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีความพยายามอย่างสูงที่จะควบคุม ตรวจตรา และจับกุมการค้าสัตว์ป่า และชิ้นส่วนของสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย ตามจุดผ่านแดน รวมถึงจัดกิจกรรมรณรงค์ เพื่อปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่า ซึ่งรวมถึงนอแรด งาช้าง ชิ้นส่วนเสือโคร่ง และตัวนิ่ม

"แรด-กระซู่" ในไทยไม่พบเห็นกว่า 30 ปี

ขณะที่ ในประเทศไทย แรดและกระซู่ ถูกจัดอันดับเป็น 1 ในบัญชีสัตว์สงวนของประเทศไทย โดยมีการพบเห็นครั้งล่าสุดเมื่อปี 2540 แต่การคงชื่อของสัตว์ทั้ง 2 ชนิดนี้ไว้ในบัญชีสัตว์สงวน ก็เพื่อการห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง ชิ้นส่วนของแรดและกระซู่

 

ก่อนหน้านี้ แรดและกระซู่ สามารถพบได้ในป่าทวีปเอเชียและแอฟริกา แต่ปัจจุบัน แรดสายพันธุ์ของเอเชีย ถูกจัดสถานะว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต และมีการประมาณการจากนักอนุรักษ์ว่า จำนวนประชากรแรดในพื้นที่ป่าทั่วโลกเมื่อสิ้นปี 2015 เหลืออยู่ไม่ถึง 30,000 ตัว โดยเฉพาะแรดสายพันธุ์เอเชีย และกระซู่ ยังอยู่ในกลุ่ม Critically Endangered ของรายชื่อ IUCN และพบเห็นได้ยากมากแล้ว ขณะที่แรดสายพันธุ์แอฟริกา ได้รับการฟื้นฟูจำนวนประชากรอย่างประสบความสำเร็จ จนปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 20,000 ตัว และได้รับการเลื่อนอันดับสถานภาพจาก Endangered มาเป็น vulnerable

ตารางแสดงรายงานการจับกุมการค้านอแรดทั่วโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 8

 ข้อมูล : เครือข่ายการสำรวจตรวจสอบการค้าสัตว์ป่า (TRAFFIC) 

 

 #ขอให้แรดหนึ่งวัน #WorldRhinoDay #WWF

แหล่งที่มา http://news.thaipbs.or.th/other/environment

1

สั่งซื้อผ่านทาง :

มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า และพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
Committed to develop quality product. For customer satisfaction and  successively system development.
 
 
CONTACT
 
บริษัท ซีออน เคมีคอล (เอเซีย) จำกัด
109/84 หมู่ที่ 21 ซอย จงศิริ ถนน บางพลี-ตำหรุ ตำบล บางพลีใหญ่
อำเภอ บางพลี จังหวัด สมุทรปราการ 10540
 
XEON CHEMICAL (ASIA) CO.,LTD.
109/84 Moo 21 Soi Jongsiri Theparak Rd.,
T.Bangpleeyai A.Bangplee Samutprakarn 10540 Thailand
FOLLOW US

FACEBOOK     

YOUTUBE